เรื่องควรรู้ก่อนทำสัญญาเงินกู้....!!!

464 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เรื่องควรรู้ก่อนสัญญาเงินกู้

ลูกหนี้ต้องรู้ ก่อนตกลงทำ สัญญากู้ยืมเงิน


1. สัญญากู้ยืม เป็นสัญญาประเภทใด ?

สัญญากู้ยืม แบ่งเป็น 2 ประเภท

- สัญญายืมใช้คงรูป เป็นสัญญาที่ผู้ให้ยืมให้ผู้ยืมใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินนั้น

เมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว

- สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง เป็นสัญญาที่ผู้ให้ยืมได้โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นเป็นปริมาณมีกำหนดให้แก่ผู้ยืม

และยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิดและปริมาณเช่นเดียวกันให้แทน

ดังนั้น การกู้ยืมเงิน / สัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองที่ “ผู้กู้ยืม” ไปขอกู้ยืมเงินจาก “ผู้ให้กู้ยืม”

โดยผู้กู้ยืมตกลงว่าจะใช้เงินคืนให้ภายในกำหนดเวลาใดเวลาหนึ่ง และจะกำหนดดอกเบี้ยในการกู้ยืมด้วย

หรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้สัญญากู้ยืมเงินจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้มีการส่งมอบเงินที่กู้ยืนกันแล้ว


2. กรณีใดบ้าง ต้องมีหลักฐานการกู้ยืมเงิน ?

แบ่งเป็น 2 กรณี คือ

  • จำนวนเงินที่กู้ยืม ไม่เกิน 2,000 บาท กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องทำหลักฐานการกู้ยืม ดังนั้น แม้ตกลงยืมเงินด้วยวาจา เมื่อเกิดการผิดข้อตกลงหรือผิดสัญญาก็สามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ตามกฎหมาย
  • จำนวนเงินที่กู้ยืมกัน เกิน 2,000 บาทขึ้นไป กฎหมายกำหนดให้การยืมเงินจะต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ไม่เช่นนั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีต่อกันไม่ได้

หลักฐาน แห่งการกู้ยืมเงินจะอยู่ในรูปแบบใดก็ได้ แต่ต้องเป็นลายลักษณ์อักษร มีข้อความชัดแจ้งว่า

มีการกู้ยืมเงินกันไปเป็นจำนวนเท่าใด ตกลงจะใช้คืนเมื่อใด และต้องมีลายมือชื่อของผู้กู้ยืมเป็นสำคัญด้วย


3. องค์ประกอบของหลักฐานการกู้ยืมมีอะไรบ้าง ?

  • 1. วันที่ที่ทำสัญญากู้เงิน
  • 2. ชื่อ ผู้ขอกู้เงินและผู้ให้กู้เงิน
  • 3. จำนวนเงินที่กู้
  • 4. กำหนดการชำระคืน
  • 5. ดอกเบี้ยต่อเดือน / ต่อปี (ถ้ามี)
  • 6. ผู้กู้ยืมต้องลงลายมือชื่อ
  • 7. ลายมือชื่อผู้ให้กู้ (มีหรือไม่ก็ได้)
  • 8. อื่น ๆ (รายละเอียด / เป็นทางการมากขึ้น)
    เช่น สถานที่ทำสัญญา ผลของการผิดสัญญา พยานในการทำสัญญา เป็นต้น


4.ดอกเบี้ยการกู้ยืมเงิน คิดอย่างไร ?

กฎหมายได้กำหนดจำกัดอัตราดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงินไว้

- ให้คิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี (อัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน)

ยกเว้นกรณี เป็นสถาบันการเงินหรือธนาคาร กฎหมายให้อำนาจเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปีได้ แต่ต้องเป็นไปตามประกาศข้อกำหนดของธนาคารซึ่งมีกฎหมายรองรับ (พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน)


5. ผลของการกำหนดดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนดมีอะไรบ้าง ?

1.ผู้ให้กู้มีความผิดอาญาฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรามีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ ไม่เกิน 1,000 บาท

หรือทั้งจำทั้งปรับ

2.ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตกเป็นโมฆะทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะแต่ดอกเบี้ยส่วนที่เกินร้อยละ 15 ต่อปี และฟ้องบังคับไม่ได้

(แต่เงินต้นยังคงสมบูรณ์)

3.ดอกเบี้ยที่ผู้กู้ยืมชำระไปแล้ว เรียกคืนไม่ได้ (ถือว่าชำระหนี้ตามอำเภอใจ)

4.แม้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจะตกเป็นโมฆะ แต่สำหรับดอกเบี้ยผิดนัดผู้ให้กู้ยืมก็ยังคงบังคับได้


6.การฟ้องคดีกู้ยืมเงินมีอายุความเท่าไหร่ ?

การฟ้องร้องเรียกเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน มีอายุความ 10 ปี นับแต่วันถึงกำหนดชำระเงินกู้ยืมคืน

หากสัญญากู้ยืมตกลงกันกำหนดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ เช่นรวมทั้งหมด 5 งวด จะเป็นกรณีที่คู่

สัญญาได้ตกลงชำระหนี้ เพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ จะมีอายุความเพียง 5 ปี


7. ข้อควรระวังเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน ?

  • 1.ไม่ควรนำโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับการทำประโยชน์ในที่ดิน (น.ส.3)ไปให้เจ้าหนี้ ยึดถือไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน
  • 2. สัญญาต้องทำ อย่างน้อย 2 ฉบับ โดยให้ผู้กู้ยืมถือไว้ด้วย 1 ฉบับ
  • 3. ควรมีพยานฝ่ายผู้กู้ยืมลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาด้วยอย่างน้อย 1 คน
  • 4. ห้ามลงลายมือชื่อในการดาษเปล่าเด็ดขาด
  • 5. ก่อนลงลายมือชื่อในสัญญากู้ ต้องตรวจสอบจำนวนเงินที่ระบุในสัญญาให้ถูกต้องและครบถ้วนตามจำนวนเงินที่ได้รับไป และในสัญญาต้องเขียนจำนวนเงินเป็นตัวหนังสือกำกับไว้ด้วย เช่น กู้ยืมเงินไปจำนวน 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)
  • 6. การชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ต้องขอรับใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการรับเงินซึ่งมีลายมือชื่อผู้ให้กู้ยืมลงกำกับด้วยทุกครั้ง (เพื่อไว้เป็นหลักฐานยืนยันว่าได้ชำระหนี้แล้ว)
  • 7. เมื่อชำระหนี้ทั้งหมดต้องขอสัญญากู้คืนจากผู้ให้กู้ยืมด้วย

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้